บริการของเรา ทำไมต้องที่นี่ แพทย์ผู้ดูแล สถานที่
คลังความรู้
บทความ หนังสือ YouTube
ติดตามเรา ติดต่อ FAQ ประเมินความจำ นัดหมายปรึกษาแพทย์
หน้าหลัก คลังความรู้ โรคสมองเสื่อม 🧠 ทำไมผู้ป่วยสมองเสื่อมถึงเห็นภาพหลอนหรือสงสัยคนอื่น?
7 หมวดที่ 5 — สำหรับผู้ดูแล

🧠 ทำไมผู้ป่วยสมองเสื่อมถึงเห็นภาพหลอนหรือสงสัยคนอื่น?

เมื่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การแปลความหมาย และเหตุผลทำงานลดลง

อ่านประมาณ 5 นาที นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ

สมองอาจพยายาม “เติมคำอธิบาย” ให้กับสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ

เช่น…

ผู้ป่วยเก็บเงินไว้เอง → จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน

สมองอาจสรุปว่า…

“เงินหาย = ต้องมีคนเอาไป”

หรือเห็นเงาในห้องตอนกลางคืน

สมองอาจแปลว่า…

“มีคนอยู่ตรงนั้น”

นี่ไม่ใช่การโกหก

แต่เป็นสมองที่กำลังตีความผิดจากโรค

💜 1. อย่าเริ่มด้วยการเถียงว่า “ไม่มีจริง”

สิ่งที่เรามักทำโดยธรรมชาติคือพยายามพิสูจน์ความจริง

เช่น

  • “ไม่มีใครขโมย จะคิดแบบนี้ทำไม”
  • “หาให้ดี ๆ สิ แม่เก็บเองแล้วลืม”
  • “พูดแบบนี้ได้ยังไง หนูดูแลแม่ทุกวัน”

แม้ทั้งหมดจะเป็นความจริง

แต่สมองของผู้ป่วยในเวลานั้นอาจรับเหตุผลไม่ได้

ผลคือ…

ผู้ป่วยรู้สึกว่าไม่มีใครเชื่อ
ยิ่งกลัว
ยิ่งโกรธ
และยิ่งยืนยันความคิดเดิม

🗣 2. ตอบรับความรู้สึกก่อน แล้วค่อยแก้ปัญหา

เราไม่จำเป็นต้องยืนยันว่าภาพหลอนเป็นเรื่องจริง

แต่เราสามารถยอมรับ “ความรู้สึก” ของเขาได้

เช่น

แทนที่จะพูดว่า

  • “ไม่มีคนอยู่ตรงนั้น”

ลองเปลี่ยนเป็น

  • “แม่คงตกใจนะ เดี๋ยวเราไปดูด้วยกัน”

แทนที่จะพูดว่า

  • “ไม่มีใครขโมยเงิน”

ลองเปลี่ยนเป็น

  • “ของหายแล้วแม่คงกังวล เดี๋ยวเราช่วยกันหานะ”

เป้าหมายแรกไม่ใช่ทำให้เขายอมรับว่าเราถูก

แต่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยก่อน

🔍 3. ถ้าสงสัยของหาย ให้ช่วยหา อย่าทำเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ

หลายครั้งสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ ไม่ใช่การพิสูจน์

แต่ต้องการความมั่นใจว่า…

“มีคนอยู่ข้างเขา”

ลองทำแบบนี้

  • ช่วยเดินหาด้วยกันสักพัก
  • พูดให้มั่นใจว่าเราจะช่วยดูแล
  • เมื่อเจอของ อย่าพูดซ้ำเติม

หลีกเลี่ยง

  • “เห็นไหม บอกแล้วว่าแม่เก็บเอง”

เปลี่ยนเป็น

  • “เจอแล้ว ดีจัง เดี๋ยวครั้งหน้าเราวางตรงนี้ด้วยกันนะ”
🏠 4. ลดโอกาสเกิดเหตุซ้ำด้วยการจัดสิ่งแวดล้อม

วิธีที่ช่วยได้จริง เช่น

🔸 มีที่วางของสำคัญประจำที่
🔸 ใช้กล่องใสหรือป้ายชื่อช่วยจำ
🔸 ถ่ายรูปตำแหน่งเก็บของไว้
🔸 ลดของที่ไม่จำเป็นบนโต๊ะหรือในห้อง
🔸 เก็บของมีค่าในที่ปลอดภัยร่วมกัน

อย่ารอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้

การจัดบ้านที่ดีช่วยลดความกังวลของผู้ป่วยได้มาก

🔎 5. สังเกตรูปแบบของอาการ เพื่อป้องกันก่อนเกิดปัญหา

อาการเห็นภาพหลอน หวาดระแวง หรือสงสัยคนขโมยของในผู้ป่วยสมองเสื่อม มักไม่ได้เกิดแบบสุ่มเสมอไป

หลายครั้งจะมี “รูปแบบ” หรือ “ตัวกระตุ้น” บางอย่าง

ถ้าเราสังเกตเจอ จะช่วยให้เรารับมือได้ง่ายขึ้นมาก

ลองจดหรือจำว่า…

🕰 เป็นเวลาไหนบ่อยที่สุด

เช่น เป็นมากตอนเย็นหรือกลางคืน

เราอาจเตรียมตัวล่วงหน้าได้ เช่น

  • เปิดไฟให้บ้านสว่างก่อนเริ่มมืด
  • ลดเสียงรบกวนช่วงเย็น
  • อยู่เป็นเพื่อนช่วงเวลาที่มักเกิดอาการ
  • ไม่วางกิจกรรมยาก ๆ ในช่วงที่สมองเหนื่อย
🏠 เป็นในสถานการณ์แบบไหน

เช่น หลังเปลี่ยนห้อง เปลี่ยนบ้าน มีคนมาเยี่ยมเยอะ หรือสิ่งแวดล้อมวุ่นวาย

เราจะได้ช่วยลดสิ่งกระตุ้น เช่น

  • ทำกิจวัตรให้เหมือนเดิม
  • วางของตำแหน่งเดิม
  • ลดการเปลี่ยนแปลงที่ไม่จำเป็น
👜 เรื่องอะไรที่เกิดซ้ำบ่อย

เช่น มักคิดว่าเงินหาย กระเป๋าหาย กุญแจหาย

เราอาจป้องกันโดย

  • ทำที่เก็บประจำ
  • ใช้กล่องหรือป้ายช่วยจำ
  • เตรียมของสำรองบางอย่างไว้
  • ช่วยตรวจของสำคัญก่อนถึงเวลาที่มักกังวล
😣 มีอะไรทำให้อาการแย่ลงหรือไม่

บางครั้งอาการที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายมีปัญหา เช่น

  • นอนไม่พอ
  • ปวด ไม่สบายตัว
  • ท้องผูก
  • การติดเชื้อ
  • ผลจากยาบางชนิด

โดยเฉพาะถ้าอาการเปลี่ยนเร็วผิดปกติจากเดิม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

สิ่งสำคัญคือ…

เราไม่ได้สังเกตเพื่อจับผิดผู้ป่วย

แต่สังเกตเพื่อเข้าใจว่า

“สมองของเขามักมีปัญหาเวลาไหน และอะไรเป็นตัวกระตุ้น”

เมื่อเรารู้รูปแบบ เราจะเปลี่ยนจาก…

“รอให้อาการเกิดแล้วค่อยแก้”

เป็น

“เตรียมสิ่งแวดล้อมให้สมองรู้สึกปลอดภัยตั้งแต่แรก”

ซึ่งหลายครั้งช่วยลดทั้งความเครียดของผู้ป่วย และความเหนื่อยของคนดูแลได้มากครับ

🩺 6. เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์?

ควรปรึกษาแพทย์ถ้า

  • เห็นภาพหลอนบ่อยขึ้น
  • หวาดกลัวมาก
  • ไม่ยอมให้คนดูแลเข้าใกล้
  • กล่าวหาจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง
  • มีพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินสาเหตุ ปรับแนวทางดูแล และในบางรายอาจพิจารณายาที่ช่วยลดอาการหวาดระแวงหรือภาพหลอนอย่างเหมาะสม

ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะผู้ป่วยสมองเสื่อมอาจไวต่อผลข้างเคียงของยา

💜 หมออยากให้จำ

เวลาผู้ป่วยสมองเสื่อมพูดว่า…

“มีคนขโมยของ”

หรือ

“เห็นบางอย่างที่เราไม่เห็น”

อย่าเพิ่งถามว่า…

“เรื่องนี้จริงหรือไม่จริง”

แต่ให้ถามก่อนว่า…

“ตอนนี้เขากำลังรู้สึกอย่างไร”

เพราะหลายครั้ง สิ่งที่อยู่ข้างหลังคำพูดเหล่านั้นคือ…

ความกลัว
ความสับสน
และความไม่มั่นคงจากสมองที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่ช่วยได้มากคือ

🤍 อย่าเถียงทันที
🤍 ทำให้รู้สึกปลอดภัยก่อน
🤍 หารูปแบบของอาการเพื่อป้องกันล่วงหน้า

เราอาจไม่สามารถแก้ทุกความคิดผิดของโรคได้

แต่เราสามารถทำให้ผู้ป่วยรู้สึกว่า…

“ยังมีคนที่เขาไว้ใจอยู่ข้าง ๆ เขา”

(นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ)
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา

นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา — คลินิกรักษ์สมอง